2008/Mar/20

 

"ไม่อยากไปเลยว่ะ"

"ทำไมต้องบังคับไปวะ"

"ไปแล้วมันจะได้อะไรมากมายแค่ไหนกันเชียว"

 

คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พยายามจะหาคำตอบอยู่หลายครั้ง แต่ก็หาไม่ได้
แต่ใครจะเชื่อ คำตอบมันมีให้เราอยู่แล้ว หลังจากกลับมา.. : )

ค่ายนี้มีดีมากกว่าที่คิด
เคยเข้าใจมาตลอด ว่าการเรียนกฎหมายคือการท่องจำในตำรา
ท่องจำประมวล ตัวบท และเนื้อหาสารพัดสารพัน
คิดว่าแค่นั้นมันก็เพียงพอจะเอาไปใช้ประกอบอาชีพได้แล้ว
ความจริงจะว่าพอ มันก็พอนะ ถ้าเราคิดแต่จะอาศัยมันหาเงินสำหรับตัวเองเท่านั้น
แต่ถามว่าพอมั้ย สำหรับส่วนรวม ชุมชน สังคม ประเทศชาติ ?
คำตอบ สั้นๆ ง่ายๆ  ..        "ไม่พอ"
เพราะอะไรน่ะหรือ..
ก็เพราะ คนเรา เวลาจะแก้ปัญหา เรามักจะมองในมุมของเราเสมอ
คนยิ่งเก่งมาก มีความรู้เยอะ ยิ่งคิดว่าตัวเองนั้นเจ๋งที่สุด
และเพราะความคิดโง่ๆเหล่านั้น ทำให้เขาดูถูกความคิดคนอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีฐานะทางการศึกษาน้อยกว่าเขา
หารู้ไม่ คนเหล่านั้น ชาวบ้านที่จบเพียงแค่ ป.4
เขาคิดได้ดีกว่าคนจบป.โท ป.เอก เสียอีก...
คงต้องขอบคุณรากฐานความคิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ..ที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่สุ่น

การไปดูงานในครั้งนี้ ทำให้ได้รู้อะไรที่ไม่เคยรู้อีกโข
ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตของคนในชุมชน ในท้องถิ่น ในพื้นที่จริงๆ
ได้รับรู้ปัญหาต่างๆ การต้องดิ้นรนหาทางอยู่รอด
การใช้ชีวิตแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น สวนกระแสโลกยุคเทคโนโลยีที่นับวันยิ่งรุดหน้าไปมากขึ้นทุกที
การเรียนรู้ การศึกษาในครั้งนี้ รู้เลยว่า สิ่งที่คนมีการศึกษาคิด มันไม่ได้ดีเสมอไป
หนำซ้ำกลับนำพาความแย่ ความหายนะมาสู่ชาวบ้านอีก
และนี่ คือจุดประสงค์หนึ่งที่เค้าจัดให้มีค่ายนี้เกิดขึ้น
อย่างน้อยในอนาคต ก็เพื่อให้พวกเราตระหนักถึงมุมมอง ความคิด ของคนหลายๆกลุ่มบ้าง
ไม่ใช่เลือกมอง เลือกคิดแต่มุมเดิมๆของตัวเอง และคิดว่ามัน "เจ๋ง" ซะเหลือเกิน

ถามว่ากลับมาแล้ว ได้อะไรกลับมาบ้าง...
คำตอบคือ มากมายจนบรรยายไม่ถูก
แต่มันซึมทราบไปทุกส่วนของร่างกายแล้วตอนนี้
โดยเฉพาะในสมองและหัวใจ...เราได้อะไรเยอะมาก
ถ้าเป็นไปได้ ค่ายนี้มีอีก ก็จะไปอีก
เพราะเชื่อว่า การไปแต่ละครั้ง มันจะต้องไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ได้รับมันต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ พัฒนาขึ้นไปอีก
แต่เราก็เชื่อ ว่ารากฐานมันต้องมาจาก "ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ"
เป็นภูมิปัญญาที่ส่วนตัวเราคิดว่ามันก้าวหน้าไปไกลกว่าเทคโนโลยีมากมายเชียวล่ะ : )

ขอบคุณอาจารย์ และพี่ๆทุกคน
ขอบคุณทหาร สำหรับค่ายที่พัก ซึ่งห้องน้ำส้วมกดไม่ค่อยลง
ขอบคุณเพื่อนๆ
และขอบคุณตัวเอง ที่ลากตัวเองไปค่ายนี้ได้
ขอบคุณจริงๆ...

2008/Mar/13

 

 

เช้าวันใหม่ สดใส สดใส เดินออกจากบ้าน
หยิบ mp3 เน่าๆ คู่ใจขึ้นมาเสียบหู
ฟังเพลง..
และ
ตัดขาดจากโลกภายนอก..
อยู่คนเดียว
ฟังเพลง..
ฮัมเพลง..
ร้องตามในใจ

 

ป้ายรถเมล์...           แดดร้อน   ผู้คนมากมายนัก
      ฉันเลือกยืนอยู่ตรงเงาเสาไฟฟ้า... ร่มดีจัง
               แต่               ร้อน และ หงุดหงิด
                            หูยังฟัง mp3 และตัวฉัน ยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว

 

 รถเมล์ปรับอากาศ... นั่นคือสิ่งที่ฉันเลือก
   หวังว่า                                                     แอร์ เย็นฉ่ำ ?    จะช่วยดับร้อน

 

บนรถไฟฟ้า.... ฉันเลือกที่จะยืน                กับ mp3 คู่ใจ
หูฟังสองข้างที่เสียบอยู่    เหมือนจะรู้หน้าที่ของมันดี
เพลงที่บรรเลงออกมา           ขับกล่อมฉัน...  
ตาสองข้างมองออกไปนอกหน้าต่าง..  วิวสวยจัง
                            

                                                    วิว เดิม ๆ

                                  เส้น ทาง เดิม ๆ

                แต่ ก็ 'ไม่เคย' เบื่อ           

หรือเพราะ ไม่เคย 'ใส่ใจ' วิว ที่ผ่านสายตาไปอย่างตั้งใจสักที

 

"สยาม"                           

ยามเช้า                                       ผู้คนบางตา

ยามสาย                                                              เริ่มดูแน่นหนา

ยามบ่าย                                                                                      มากหลาย วุ่นวาย

ยามเย็น                                           ฉันตัดสินใจกลับ

 

บนรถไฟฟ้า    ชานชาลาว่างเปล่า.....

ผู้คนหายไปไหนกันหมด ?

หรือ เพราะฉันมาสายไป ?

ฉันพลาดรถไฟขบวนก่อนหน้า

แต่นั่น ทำให้ฉัน 'โดดเดี่ยว' อยู่บนชานชาลา

พร้อมกับเครื่องเล่น mp3 คู่ใจ

ที่เพิ่มสีสันให้กับชีวิต....

ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกไปชั่วขณะ

โลกภายนอกวุ่นวาย

แต่โลกของฉัน เงียบสงบ....

: )

2008/Mar/12

.

 

.

 

.

 

...    เช้าวันใหม่อันสดใส 

                                เที่ยงวันช่างอบอ้าว

 

   ยามบ่ายแสนสบาย

                                                          ตกเย็นเหงาถึงทรวง....

 

การสอบจบลงแล้ว.. สบายใจ
หนังสือวางทิ้งไว้.. ตรงนั้น
สุดแสนเศร้าเสียใจ.. จริงเชียว
สอบเสร็จสิ้นวันนั้น.. เห็น 'F' ลางลาง

 

 

นั่งปั่นงานมาสองวัน  กว่าจะเสร็จ.. เมื่อกี้
คิดไปคิดมาอีกที สิ่งที่เขียนมีสาระ.. ตรงไหน?
ไม่รู้เหมือนกัน แค่เขียนแล้วรู้สึก.. สบายใจ [- -"]
มีบล็อกไว้ทำไม ไว้เขียนอะไร ไร้สาระ.. ฤาเธอ?

 

ปีหนึ่งผ่านพ้นไป.. ไวนัก
ปีสองเร่งมาทัก.. ตรงหน้า
ปีสามต่อคิวรอ.. ไม่นาน
ปีสี่โบกมือลา.. จากรั้ว จามจุรี           ....

 

                                       วันนี้เป็นอะไร ?  เขียนกลอนทำไม ?  ใครรู้ช่วยบอกฉันที
                         หรือเพราะสติไม่ดี หรือเพราะสติดี หรือเพราะไม่มีอะไร
          เรียกว่าเป็นกลอนได้ไง สัมผัสหายไป ยุ่งเหยิงเสียจนชวนงง
หากใครมาอ่านแล้วงง อ่านแล้วมึนงง คลิกปิดที่มุมได้เลย

 

: )